แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อื่นๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

คำสอน " วิธีทำให้นายรักและไว้วางใจในหน้าที่ " โดยพระราชสุทธิญาณมงคล วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี


วิธีทำให้นายรักและไว้วางใจในหน้าที่


๑.ถ้าผู้เป็นนายนั้นสั่งหรือมอบหมายให้ทำงานใดๆแล้ว ถ้ารับปากก็จงทำงานนั้นจนสำเร็จ ไม่ควรให้เขาเตือนเป็นครั้งที่ ๒

๒. รักษาหรือทำสถานที่ทำงานนั้นให้สะอาดอยู่เสมอ

๓. วัตถุหรือสิ่งใดๆวางเกะกะพึงเก็บเสียเองให้เรียบร้อย อย่ารอให้เขาเตือน

๔. พึงทำงานให้คุ้มค่าแรง และให้เหลือกว่าค่าแรงเสมอ

๕. สิ่งใดที่ไม่ถึงกับทำให้เสียก็พึงระมัดระวังให้มาก อย่าพึงให้เสีย

๖. พึงปลูกความรักผลประโยชน์วัตถุสิ่งของทั้งหมดนั้น ให้ดุจเป็นของตน

๗. ถ้าเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินทอง มีบิลแสดงรายการได้ยิ่งดี

๘. ถ้าเกี่ยวกับเงินทอง จะต้องซื่อตรงเสมอ แม้จำนวนเล็กน้อยก็ตาม

๙. อย่าทำงานใดในการริเริ่มใหม่ และสำคัญโดยยังไม่ได้ปรึกษาก่อน

๑๐. งานที่ทำสำเร็จผ่านมาพึงอย่าเบื่อหน่ายในการรายงานให้นายทราบ

๑๑. หาความรู้ในงานที่สูงหรือยากลำบากยิ่งๆขึ้นไป เพื่อเลื่อนหน้าที่ตำแหน่งงานของตนให้สูงขึ้น

๑๒. อย่าสร้างความขัดแย้งหรือศัตรูกับผู้ร่วมงานด้วยกัน

๑๓. อย่าละทิ้งหน้าที่หรืองานนั้นในขณะรับผิดชอบ ไปทำงานที่เป็นกิจส่วนตัว

๑๔. อย่านินทากล่าวร้ายนายเก่าให้นายใหม่ฟังเด็ดขาด

๑๕. พึงยึดคติที่ว่า "อยู่ให้เขาไว้วางใจ ไปให้เขาเสียดาย คิดถึง"

๑๖. ความบกพร่องในการทำงานหรือหน้าที่ที่ผ่านมา พึงจดจำโน้ตไว้เพื่อแก้ไขต่อไป

๑๗. อย่าคบคนเสเพลและดื่มของมึนเมาขณะปฏิบัติหน้าที่

๑๘. จะมอบหมายให้ใครไปทำงานใดๆ พึงดูความสมัครใจ ความเต็มใจ ความสามารถของคนที่มอบหมายนั้นให้มากๆอย่างลึกซึ้งก่อน
ที่มา : www.inwza.com
read more

คำสอน " ยิ่งมีความสงบ ยิ่งเกิดความสุข " โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


ยิ่งมีความสงบ ยิ่งเกิดความสุข



ที่จริง จิตใจเวลามีความปรารถนาต้องการกับ 
เวลาไม่มีความปรารถนาต้องการนั้นแตกต่างกันมาก 
จิตใจยามมีความโลภหรือความปรารถนาต้องการนั้น 
ไม่ได้มีความสุข มีแต่ความร้อนความตื่นเต้น 
กระวนกระวายขวนขวายเพื่อให้ได้สมปรารถนา 

จิตใจยามไม่มีความปรารถนาต้องการนั้น 
มีความสุขอย่างยิ่ง เห็นจะต้องเปรียบง่ายๆ คือ 
ในยามหลับกับในยามตื่น 

ยามหลับไม่มีความปรารถนาต้องการ 
ยามตื่นมีความปรารถนาต้องการทุกคนเหมือนกัน ไม่มียกเว้น 
ยามไหนเป็นยามสบายที่สุด ทุกคนตอบได้และคำตอบของทุกคนเหมือนกัน 

คนที่หลับแล้ว สงบแล้วจากความปรารถนาต้องการ 
ไม่ว่าจะหลับบนฟูกอันอ่อนนุ่มในคฤหาสน์ใหญ่โตมโหฬาร 
หรูหราเพียงใด หรือจะหลับอยู่บนดินทรายแข็งระคายเพียงไหน 
ย่อมเป็นสุข เพราะจิตใจพ้นจากอำนาจของความปรารถนา 
ต้องการที่เป็นเหตุแห่งความทุกข์ความร้อน 

แม้คิดเปรียบถึงความสุขและความไม่สุขของคนนอนหลับกับคนตื่นอยู่ 
กับความสุขและความไม่สุขของคนมีความปรารถนาต้องการรุนแรง 
ในใจคนมีความปรารถนาต้องการน้อยก็จะได้พบคำตอบที่ชัดเจน 
ที่น่าจะทำให้ตัดสินใจเลือกได้ว่า ควรพยายามทำใจตนเองให้มี 
ความปรารถนาต้องการน้อยหรือไม่ 



ที่มา : www.inwza.com
read more

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คำสอน " ธรรมะสบายๆ ...ความสุขเล็กเล็กแค่ ๒๐ บาท "

ธรรมะสบายๆ ...ความสุขเล็กเล็กแค่ ๒๐ บาท

                                      

วณิพกคนหนึ่ง หิวข้าวมาก ต้องการเงินสัก ๒๐ บาท เพื่อไปซื้อข้าวกิน ขอทั้งวันได้ไม่พอซื้อ จึงไปขอท่านเศรษฐใจบุญดีกว่า รบกวนท่านอีกสักครั้ง

"ท่านเศรษฐีอยู่ห้องพระ ไปนั่งรอท่านที่หน้าห้องได้"

ลูกน้องเศรษฐี แจ้งแก่ วณิพกอย่างคุ้นเคยกันเอง โชคดีเหลือเกินนั่งรอแป๊ปเดียว เศรษฐีไหว้พระเสร็จพอดี แต่ได้ยินเสียงท่านขอพร พอจับใจความได้

"สาธุ ด้วยอานิสงส์ของการไหว้พระสวดมนต์ ขอให้ข้าพเจ้าร่ำรวยมีเงินอีกสัก ๑๐ ล้าน บ้านอีกสัก ๑๐ หลัง รถอีกสัก ๕ คัน มีเมียอีกสัก ๕ คน..."

แค่นั่นแหล่ะ วณิพกลุกเดินกลับทันที เศรษฐีเห็นก็ร้องทักด้วยความเป็นห่วง

"อ้าวจะไปไหน มีใครให้อะไรหรือยัง"

"ผมไม่ขอท่านแล้วครับ ผมสงสารท่านเศรษฐี ครับ"

"อุ๊ว่ะ สงสารข้าทำไมกัน ข้ามีเยอะไม่ต้องเกรงใจ"

"ผมเพิ่งรู้ความจริง วันนี้เองว่า ท่านเศรษฐีไม่ได้รวยจริงหรอก ครับ ยากจนกว่าผมอีก" วณิพกเอ่ยบอก

"ว่ะ ไอ้นี่พูดแปลก ข้ารวย จะบอกว่าข้ายากจนกว่าแก่ยังไง งง จริงๆ"

"ผมขาดแค่ ๒๐ บาท แต่ท่านขาดตั้ง ๑๐ ล้าน ขาดบ้านตั้ง ๑๐ หลัง ขาดรถ ๕ คัน ขาดเมียตั้ง ๕ คน แสดงว่าท่านจนกว่าผมชิครับ" วณิพกเอ่ย

"อืม...?? (ลึกซึ้ง)..." ท่านเศรษฐีเข้าใจ

คุณโยมล่ะ แจ่มแจ้งหรือยัง ทุกอย่างจบที่คำว่า พอ รู้จัก เข้าใจคำนี้ก็สุขได้ มีเงินมากแค่ไหนล่ะจึงจะมีความสุข บ้านหลังใหญ่ขนาดไหนจึงมีความสุข

แค่พอใจ พอเพียง เข้าใจ และใช้ประโยชน์คุ้มที่สุด ความสุขก็ไม่ไปไหนเสีย

จน คือ ไม่มี แต่ก็มิใช่ความทุกข์
รวย คือ มีมาก แต่ใช่จะมีความสุข

เด็กบางคน มีตุ๊กตาตัวเดียว ก็มีความสุขแล้ว เพราะสามารถเล่นเพลินได้ทั้งวัน เด็กบางคน มีเงินแค่ ๒๐ - ๓๐ บาท ก็บอกว่ารวยแล้ว เพราะสามารถซื้อขนมที่อยากกินได้

ผู้ใหญ่หลายคน มีรถ มีบ้าน คนบางคน มีมือถือดี ๆ มีนาฬิกาแพงๆ บ้านบางหลัง มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย แต่เราก็ยังไปหาความสุขที่อื่น หรือ ไปหาความสุขนอกบ้านอยู่เรื่อยๆ

เพราะอะไร?


ที่มา : หนังสือ ธรรมะสบายๆ
read more

คำสอน " สุดยอด ๑๐ บุญ ที่ทำแล้วจะรุ่งเรืองทุกด้าน " โดยพระมหาไพวัลย์ ชินทตฺตญาโณ

สุดยอด ๑๐ บุญ ที่ทำแล้วจะรุ่งเรืองทุกด้าน

                                     
   
๑. บุญที่เกิดจากากรให้ทาน  ซึ่งบุญที่เกิดจากการให้ทาน จะส่งผลให้เราเป็นคนมั่งคั่งมีทรัพย์มาก

๒. บุญที่เกิดจากการหมั่นรักษาศีล  บุญที่เกิดจากการหมั่นรักษาศีลอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้เรามีสุขภาพดี ชีวิตมีสวัสดิภาพ

๓. บุญที่เกิดจากการภาวนา ถ้าเราหมั่นภาวนาอยู่เสมอทุกวันๆ เจริญสติ ฝึกสมาธิอยู่ทุกขณะ อย่าให้ขาด ซึ่งบุญนี้จะส่งผลให้เราเป็นคนที่มีพลังอำนาจในตนเองและมีสติปัญญา

๔. บุญที่เกิดจากการประพฤติอ่อนน้อม ถ้าใครเคยประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ รู้จักถ่อมตน เราก็ได้บุญไปแล้ว จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรแล้วเกิดผลดี สิ่งนั้นก็เป็นบุญหมด ผู้ที่ควรอ่อนน้อม คือ ผู้ประเสริฐ ผู้มีความบริสุทธิ์ใจเราจะต้องประพฤติอ่อนน้อมอยู่เสมอ ซึ่งบุญนี้จะส่งผลให้เราเป็นที่รักที่เมตตา และอยู่ในสังคมอันสูง 

๕. บุญที่เกิดจากการขวนขวายในกิจผู้อื่น ใครก็ตามที่ควรได้รับความช่วยเหลือ เราจะช่วยเขาตามสมควรแก่ฐานะ คือ ถ้าทุกคนดีขึ้นจริงๆ บุญนี้ก็จะส่งผลให้เรามีบริวารมาก มีคนอาสาช่วยเรายามเดือดร้อน

๖. บุญที่เกิดจากการฟังธรรม บุญนี้จะรวมไปถึง การที่เราอ่านหนังสือ ฟังเทป หรือฟังเทศน์ ที่จะช่วยเราให้เห็นแง่มุมของชีวิตครบถ้วน บุญในข้อนี้จะส่งผลให้วิสัยทัศน์ของเรากว้างขวางล้ำลึก

๗. บุญที่เกิดจากการแบ่งปันธรรมะ เมื่อเรารู้ว่าใครที่ด้อยว่าเราแล้ว เราก็ควรแนะนำ สั่งสอนตักเตือนเขาด้วยความเมตตา ด้วยใจที่ปรารถนาดีจริงๆ เป็นการแบ่งปันธรรมะ ซึ่งจะส่งผลให้เราแตกฉานและมั่นคงในความดีงามหรือถ้าเราไม่มีความรู้เรื่องธรรมะมากนัก เราก็สามารถแบ่งปันธรรมะด้วยการพิมพ์หนังสือธรรมะ และมอบซีดีธรรมะให้แก่กัน

๘. บุญที่เกิดจากการอุทิศบุญ เมื่อเราทำความดีใดๆ เราก็ควรหมั่นเผื่อแผ่ความดีให้แก่คนอื่น บุญจะส่งผลให้เราจิตใจสะอาด อิสระและยิ่งใหญ่ขึ้น (ถ้าเรายิ่งอุทิศบุญมากแล้ว บุญนั้นก็จะสะท้อนกลับมาหาเราเป็น ๒ เท่าของบุญทั้งหมด เราไม่ต้องกลัวว่าบุญของเราจะหมดไป)

๙. บุญที่เกิดจากการอนุโมทนา ในข้อนี้เราจะเห็นได้ว่า เมื่อใครทำความดี เราควรยินดีในความดีของเขา ทำให้จิตใจของเราสูงขึ้น ไม่อิจฉาริษยา บุญนี้จะส่งผลให้เรามีมิตรมาก มีความสัมพันธ์ที่ดี 

๑๐. บุญที่เกิดจากการทำความเห็นให้ตรงสัจจะ คือ ทำปัญญาให้ตรงสัจจะอันล้ำลึกหรือการทำปัญญาให้ตรงกับเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ปรับวิถีทาง ทำกิจการงานทุกอย่างให้ได้ประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกฝ่าย

สุดยอดบุญ ที่ใครหลายๆ คนไม่มีโอกาสได้ทำ จึงนำมาแนะนำให้ทุกคนได้ลองนำไปปฏิบัติกันดู แต่หัวใจสำคัญของความดีทั้งหมดนี้ก็คือ "ทำดีให้ทั่ว หนีชั่วให้พ้น ฝึกตนให้เป็นคนดี" 

               หยอด "ความดี" ใส่กระปุกวันละนิด เชื่อสิ อีกไม่นานเดี๋ยวมันก็เต็ม 




ที่มา : พระมหาไพวัลย์ ชินทตฺตญาโณ

                                                        
read more

คำสอน " ตนแล เป็นที่รักอย่างยิ่ง " โดยคณาจารย์เสลี่ยงเซียงจงเจริญ

                                         
                                                    อตฺตา หิ ปรมํ ปิโย.
                             ตนแล เป็นที่รักอย่างยิ่ง


                                                       

          คนเราทุกคนย่อมรักใคร หวงแหนตัวเองก่อนเสมอ แม้จะมีจิตใจรักใคร่คนอื่นหรือต่างเพศก็ตาม นั่นคือไม่ใช่สิ่งจีรรังยั่งยืน และไม่ถาวรมั่นคงและอาจจะไม่ยืดยาวเท่ากับตนเองรักตัวเราเอง เห็นจริงแท้แน่นอนอยู่โดยทั่วๆ ไป เสมอ ๆ ว่า คนที่ไม่รักตนเองแล้ว จะไปรักคนอื่นได้อย่างไร ท่านผู้รู้มักจะแนะนำตักเตือนให้ตนเอง รักตัวเองก่อนอื่นใดเสมอ ดังนั้น เมื่อทุกคนเจริญเติบโตตามวัย จึงต้องมีการแสวงหา เช่นในวันเรียน ต้องมุ่งหาศิลปวิทยา คือเล่าเรียนให้ดีที่สุดเพื่อจะได้นำเอาวิชาความรู้นั้น ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองในอตาคต เมื่อถึงวัยหนุ่มสาว ก็แสวงหาอาชีพที่สุจริต เพื่อให้ได้เงินทองมาเลี้ยงตนเอง และเก็บหอมรอมริบไว้ส่วนหน่ง เพื่อให้มีใช้จ่ายสร้างบ้านและมีครอบครัวอยู่อาสัย อย่างนี้เป็นต้น ท่านจึงสอนว่า ตนแล เป็นที่รักอย่างยิ่งฯ


ที่มา : คณาจารย์เสลี่ยงเซียงจงเจริญ
read more

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คำสอน " ความวิบัติกำลังรอท่านอยู่ "

ความวิบัติกำลังรอท่านอยู่




สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนพวกเรามากว่า ๒,๐๐๐ ปี ว่า "การพนัน" เป็น "อบายมุข" คือ ปากทางแห่งความเสื่อม พวกเราเองก็ไม่ค่อยเชื่อฟัง ผลของการไม่เชื่อฟังชีวิตพังพินาศทุกราย 

การที่สื่อสารมวลชนได้มีการประชาสัมพันธ์ ให้มีการชิงโชค ซึ่งเป็นทิศทางของการทำข่าว การขายสื่อสารและสปอนเซอร์ ก็ดูเหมือนเป็นแรงกระตุ้นให้มีการเล่นการพนันขนานใหญ่ 
จากประชาชนลามไปถึงนักเรียน เวียนเข้าไปหาพระเณร 
ถ้าพระเณรท่านเหลือทน ประชาชนก็ไม่เหลืออะไร 


.ใครจะเป็นเจ้ามือโต๊ะบอลก็ต้องมีตำรวจคุ้มกันรู้เห็นเป็นใจ มีมือปืนคอยตามฆ่าคนที่โกงหนี้พนัน ผลที่สุดการเป็นเจ้ามือก็ผิดกฎหมายหลายเรื่อง โดยเฉพาะ คดีอุ้มคร่อม (สำหรับผู้หญิงสาวที่เล่นพนัน) อุ้มฆ่า (สำหรับผู้ชายที่แทงก่อนจ่ายหลัง แต่ถึงเวลาสตางค์ไม่มี) ส่วนผู้เล่นก็ได้รับโทษคือฉิบหาย-ตายโหง อันเป็นผลของอบายมุขในเรื่องการพนัน 

ผลเสียอันเป็นความวิบัติฉิบหายตายโหงของเจ้ามือและผู้เล่นการพนันนั้น ประมวลตามคำสอน ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ดังนี้ 
.. 

..เล่นแพ้ก็เสียใจ เล่นพนันได้ก็เสียมิตร พูดเบือนบิดจากความเป็นจริง ถูกครอบครัวเพื่อนฝูงทอดทิ้ง พลัดพราก จากพ่อแม่ พลัดพรากจากลูกเมีย ชื่อเสียงเสียหาย หมดเงินเป็นหนี้ก็อับอาย เขาตามทวงหนี้ก็หนีหายหน้า ถูกฟ้องคดีอาญา ถูกตามอุ้มฆ่า เป็นผีตายโหง 

อาตมาว่าอย่าไปโทษว่าคนอื่นทำให้เราชั่วเลย ตัวเองชั่วเอง ขอพูดให้ชัดๆ ว่า "เหล้า-ยาสูบ-ยาเสพติด-ยาพิษ" พ่อแม่ไม่เคยสอนให้กิน การพนัน พ่อแม่ไม่เคยสอนให้เล่น เป็นในสิ่งที่พ่อแม่ไม่สอน เล่นในสิ่งที่พ่อแม่ไม่สอน และพระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ มีแต่ ฉิบหาย-ตายโหง ทั้งนั้น 
. 



ที่มา :  (พระพิพิธธรรมสุนทร) 
read more

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คำสอน " อกหัก..เสียใจไม่ใช่เรื่องแปลก ? " โดยที่นี่ดอทคอม

อกหัก..เสียใจไม่ใช่เรื่องแปลก ?





ความอ้างว้างไม่ได้โหดร้ายอะไรนัก 

มันก็แค่ช่วงเวลาที่เธอควรใช้มันให้กับตัวเอง 
หลังจากที่วุ่นวายไปกับชีวิตคนอื่นมานานพอควร 




ถ้าเธอเคยหกล้ม 
เธอก็จะเดินอย่างระมัดระวังมากขึ้น 
ไม่ใช่คิดจะไม่เดินอีกเลย 





บางครั้งคนเรา 
ก็ต้องยอม รับในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ 
และต้องยอมรับในการตัดสินใจของคนอื่น 
ถึงมันจะไม่ดีกับเธอเลยก็ตาม 
เพราะเราเลือกแต่เหตุการณ์นี้ 
ให้เกิดกับชีวิตเราไม่ได้เสมอไป 





ความรักก็มีชีวิตเหมือนดอกไม้ 
และไม่มีแจกันใด 
จะถนอมความงามของดอกไม้ไว้ได้ตลอดไปหรอก 



ความเสียใจไม่ใช่เรื่องแปลก 
แต่หากเสียใจไม่จบสิ้น นั่นจึงแปลก
read more

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คำสอน " ใช้ใจมอง "





มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง
อาศัยอยู่บ้านหลังหนึ่ง
ทุกๆเช้า ภรรยาจะแอบมองดูเพื่อนบ้าน
จากหน้าต่างชั้นบนบ้าน
และวิ่งกลับมารายงานให้สามีฟัง
" เพื่อนบ้านเรานี่
ซักผ้าไม่เป็นเลย
เสื้อผ้าสกปรกเหลือเกิน
ไม่รู้เขาใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร
หรือใช้วิธีซักอย่างไร "

สามีก็ตอบว่า
"อย่าไปสนใจคนอื่นเขาเลย
เราซักผ้าของเราให้สะอาดก็แล้วกัน"

แต่ภรรยาก็ยังไปแอบดูเพื่อนบ้านอยู่ทุกเช้า
จากหน้าต่างข้างบนบ้าน
และวิ่งกลับมารายงานสามีทุกเช้า

"เสื้อผ้าของเขาสกปรกอีกแล้ว"

ต่อมาวันหนึ่ง
ภรรยาวิ่งลงมารายงานสามี
ด้วยความแปลกประหลาดใจ
"ไม่เข้าใจจริงๆ
ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น
เสื้อผ้าของเขาขาวสะอาด
อยากจะรู้เหลือเกินว่า
เขาเปลี่ยนมาใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร
หรือทำอย่างไร.."
สามีหัวเราะและกล่าวว่า

"นี่..ฉันรำคาญเธอเหลือเกิน เมื่อเช้าฉันตื่นแต่เช้ามืด
และไปเช็ดกระจกหน้าต่างให้ใสสะอาด..
ก่อนหน้านี้ กระจกมันสกปรก
เธอมองออกไป ก็เห็นแต่ความสกปรก.."

มนุษย์เราชอบมองคนอื่น
โดยผ่านจิตใจของเราออกไป
เมื่อจิตใจของเราสะอาด
เราก็จะเห็นแต่ความดีงามรอบๆตัว

แต่ถ้าจิตใจของเราสกปรก เราก็จะเห็นแต่ความสกปรกรอบตัว
การที่เราเห็นแต่ความเลวรอบๆตัวเรา เราต้องเข้าใจว่า
แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เราเห็น มันเกิดขึ้นในจิตใจของเรา
และเราจะต้องหาทางฝึกจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์
ถ้าเราเห็นแต่สิ่งที่เลว จิตใจก็ไม่สงบ
เราก็จะกลุ้มอกกลุ้มใจ มีความทุกข์

แต่ถ้าเราหัดมองในแง่ดี เราก็จะคิดแต่สิ่งที่ดี
จิตใจก็จะเบิกบานและมีความสุข

คนที่ถูกนินทาด่าว่ามีอยู่ทั่วไป ถ้าจะเพิ่มเราเป็นผู้ถูกนินทา
เข้าไปอีกสักคน จะเป็นไรไป ...




ที่มา : www.dek-d.com
read more

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คำสอน " ความอยาก "

ความอยาก

























ที่มาจาก  :  http://darkygirl.exteen.com/20090707/entry
read more

คำสอน " วันแรกของวันที่เหลือ "


จากหนังสือ วันแรกของวันที่เหลือ  ของ  วินทร์  เลียววาริน
read more

คำสอน " ง่ายกับยาก "


คำสอน ง่ายกับยาก



ง่ายที่จะ...ตัดสินความผิดพลาดของคนอื่น 

ยากที่จะ...สำนึกถึงความผิดของตนเอง 

ง่ายที่จะ...พูดโดยไม่คิด 
ยากที่จะ...ไม่พูด 

ง่ายที่จะ...ทำร้ายคนที่รักเรา 
ยากที่จะ...เยียวยาบาดแผลที่เราทำไว้กับเขา 

ง่ายที่จะ...อภัยให้คนอื่น 
ยากที่จะ...ขอให้คนอื่นอภัยให้ 

ง่ายที่จะ...ตั้งกฎเกณฑ์ 
ยากที่จะ...ทำตามกฎนั้น 

ง่ายที่จะ...ฝันทุกค่ำคืน 
ยากที่จะ...สู้เพื่อฝันนั้น 

ง่ายที่จะ...อวดความสำเร็จ 
ยากที่จะ...ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างมีศักดิ์ศรี 

ง่ายที่จะ...ชื่นชมความงามของดวงจันทร์ 
ยากที่จะ...เห็นอีกด้านของมันที่ไม่สวยงามนัก 

ง่ายที่จะ...สะดุดหกล้ม 
ยากที่จะ...ลุกขึ้นมาใหม่ 

ง่ายที่จะ...มีความสุขในทุกวัน 
ยากที่จะ...เห็นคุณค่าที่แท้จริงของความสุขนั้น 

ง่ายที่จะ...สัญญากับใคร ๆ 
ยากที่จะ...ทำตามสัญญานั้น 

ง่ายที่จะ...บอกว่ารัก 
ยากที่จะ...แสดงความรักนั้น 

ง่ายที่จะ...วิจารณ์คนอื่น 
ยากที่จะ...ปรับปรุงตนเอง 

ง่ายที่จะ...ทำผิด 
ยากที่จะ...เรียนรู้จากความผิดนั้น 

ง่ายที่จะ...ทุกข์ทรมานเพราะสูญเสียความรัก 
ยากที่จะ...รักษารักนั้นเพื่อที่จะไม่ต้องสูญเสียมันไป 

ง่ายที่จะ...คิดที่จะปรับปรุง 
ยากที่จะ...เลิกคิด แล้วทำให้มันเกิดขึ้นจริงซะที 

ง่ายที่จะ...คิดกับคนอื่นในแง่ร้าย 
ยากที่จะ...ให้โอกาส และคิดว่าเขาอาจจะไม่เป็นเช่นที่เราคิด 

ง่ายที่จะ...รับ 
ยากที่จะ...ให้ 

ง่ายที่จะ...รักษาความเป็นเพื่อนด้วยคำพูด 
ยากที่จะ...ทำตามความหมายของคำว่าเพื่อน

มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อยอมแพ้ 
มนุษย์อาจถูกทำลายได้แต่จะไม่ยอมแพ้






read more

คำสอน " จะเข้มแข็ง...หรือจะอ่อนแอ "

จะเข้มแข็ง...หรือจะอ่อนแอ





โอลิเวอร์ โกลด์สมิธ กล่าวไว้ว่า

“ความภูมิใจอันยิ่งใหญ่ มิใช่อยู่ที่การไม่เคยหกล้ม
แต่.....อยู่ที่การลุกขึ้นทุกครั้ง ที่หกล้มต่างหาก...”

จะเข้มแข็ง.... หรือจะอ่อนแอ

ชีวิตคนเราบางครั้งก็มีความท้อแท้ อ่อนแอ เกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่หากมีความอ่อนแออยู่เป็นประจำ ก็จะทำให้เป็นคนล้มเหลว ระหว่างผู้เข้มแข็งและผู้ที่อ่อนแอนั้นมีบุคคลิกลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้

๑. ผู้ที่เข้มแข็งจะไม่ลดละความพยายาม ไม่ยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น จะพยายามหาข้อมูล และหาเหตุผลเพื่อที่จะเอาชนะปัญหา อุปสรรค.....แต่ผู้ที่อ่อนแอมักทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

๒. ผู้ที่เข้มแข็งจะไม่พร่ำบ่นถึงปัญหาส่วนตัว หรือนำมาเกี่ยวข้องกับการทำงาน แต่จะจัดลำดับความสำคัญของงาน แยกแยะปัญหางานออกจากปัญหาส่วนตัว.....แต่ผู้ที่อ่อนแอมักทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

๓. ผู้ที่เข้มแข็งจะคิดใหญ่ คิดว่าตนเองมีความสามารถ พัฒนาความรู้ของตนอยู่เสมอ มีความมุ่งมั่น และคิดว่าตนเองเป็นผู้ที่มีความสามารถเช่นเดียวกับผู้อื่น.....แต่ผู้ที่อ่อนแอมักทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

๔. ผู้ที่เข้มแข็งจะไม่บอกความลับแก่ใคร และไม่ต้องการรู้ความลับของผู้อื่น อีกทั้งสนใจเฉพาะสิ่งที่สร้างสรรค์.....แต่ผู้ที่อ่อนแอมักทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

๕. ผู้ที่เข้มแข็งไม่กลัวความล้มเหลว คิดว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ ที่สามารถเริ่มต้นใหม่ แก้ไข ปรับปรุงใหม่ ได้เสมอ.....แต่ผู้ที่อ่อนแอมักทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

๖. ผู้ที่เข้มแข็งไม่ต้องการทราบว่าผู้อื่นคิดเห็นกับตนอย่างไร มีความเชื่อมั่น ทำในสิ่งที่ถูกต้องและมีความมุ่งมั่น.....แต่ผู้ที่อ่อนแอมักทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

๗. ผู้ที่เข้มแข็งไม่คิดว่าตัวเองเคราะห์ร้าย แต่มีความยินดีที่ยอมรับและต่อสู้กับอุปสรรคอย่างหน้าชื่นตาบาน ไม่คิดท้อแท้ยอมจำนน.....แต่ผู้ที่อ่อนแอมักจะทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

บางครั้ง ความท้อแท้อาจทำให้เราอ่อนแอ แต่ความพยายามในการสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ย่อมนำมาซึ่งสิ่งดี ๆ ในชีวิต...ตลอดไป



บทความจาก  :  http://www.dhammadelivery.com/story-detail.php?sto_id=570
read more

คำสอน " การทำบุญ "

                                                       การทำบุญ


                                               


ชาวพุทธส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิด เกี่ยวกับเรื่องของ "บุญ" ซึ่งคิดเพียงแต่ว่า การทำบุญก็คือ การตักบาตร การถวายปัจจัย ถวายทรัพย์ การถวายสังฆทาน ฯลฯ เพียงเท่านี้เป็นต้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว การทำบุญยังสามารถทำได้อีกหลายทาง

"บุญ" หรือ "ปุญญ" แปลว่า ชำระ หมายถึงการทำให้หมดจด ปราศจากมลทิน เครื่องเศร้าหมอง อันได้แก่ ความโลภ (โลภะ) ความโกรธ (โทสะ) และ ความหลง (โมหะ) ซึ่งเราสามารถ สร้าง บุญ ได้ 10 ทาง ซึ่งเรียกว่า บุญกริยาวัตถุ 10 เพื่อกำจัดเครื่องเศร้าหมองทั้ง 3 ข้างต้น คือ


๑. ทาน หรือ การให้ เพื่อกำจัด ความโลภ เป็นการให้สิ่งที่ตนมี หรือ ตนเป็นเจ้าของ แก่บุคคลอื่นๆ ทั้งทรัพย์สินเงินทอง ความรู้ ความสามารถ ก็สามารถให้ได้ทั้งนั้น เช่น การตักบาตร การบริจาคทรัพย์ ถวายสังฆทาน การสอน การให้การอบรมตักเตือน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็น การบริจาค การให้ (จาคะ) เพราะจะทำให้จิตใจสดชื่น แจ่มใส จากการให้ อย่างไม่หวังผลตอบแทน และ ไม่หวงแหน ทำลายความตระหนี่ได้ ซึ่งนับเป็นบุญอย่างหนึ่ง แต่การให้บางอย่างก็ไม่สมควรให้เพราะจะทำให้บุคคลอื่นเกิดโทษ หรือ ทำบาปได้ เช่น สุรา หรือ มหรสพ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดกามคุณ เป็นต้น
๒. ศีล หรือ การรักษาศีล เพื่อกำจัด ความโกรธ คือ ความประพฤติที่ไม่ละเมิด หรือ รักษาความสำรวม ทางกาย วาจา และ ใจไว้ อย่างเช่น การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ หรือ พูดส่อเสียด และ งดเว้นจากการดื่มสุรา หรือ เสพสิ่งเสพติด เป็นต้น

๓. ภาวนา หรือ การนั่งสมาธิ วิปัสนา เป็นการ การอบรมจิต ทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ เพื่อกำจัด ความหลง
๔. ความเป็นผู้นอบน้อม ต่อผู้ที่ควรนอบน้อม (อปจายนะ) เมื่อเราเป็นผู้อ่อนน้อม ถ่อมตน จะทำให้จิตใจเรานั้นอ่อนโยนลง ทำให้เข้าใจถึงความสำคัญของบุคคลอื่น ไม่ทำร้ายบุคคลอื่น และ ไม่หลงตนเอง
๕. ความขวนขวายในกิจ หรือ งาน ที่ควรกระทำ (เวยยาวัจจะ) การงานที่ทำไม่ว่าทำงานอะไร การตั้งใจทำงานนั้นให้ประสบความสำเร็จ มุ่งมั่นตั้งใจ จะทำให้จิตใจของเรานั้น มีสมาธิการในช่วงเวลาของการทำงานนั้นๆ เป็นการฝึกสมาธิอีกทางหนึ่ง
๖. การให้บุญที่ตนถึงแล้ว แก่บุคคลอื่น (ปัตติทาน) เช่นการอุทิศแผ่ส่วนบุญ ส่วนกุศล การกวดน้ำ เป็นต้น การทำเช่นนี้ทำให้จิตใจเรานั้น มีความอ่อนโยน ปราถนาดีให้กับบุคคลอื่น ต้องการให้บุคคลอื่น มีความสุขเช่นเดียวกันตน เมื่อจิตใจเป็นเช่นนี้ การทำผิดศีล ก็จะไม่เกิดขึ้น อีกทั้งยังสร้างความเมตตา กรุณา ในใจของเราอีกด้วย
๗. การยินดีในบุญที่คนอื่นถึงพร้อม (ปัตตานุโมทนา) เช่น เห็นคนอื่น ทำบุญตักบาตร เมื่อเราพลอยปลื้มปิติยินดี กล่าวอนุโมทนา เพียงเท่านี้ก็ได้บุญแล้ว เพราะ การยินดีกับบุญที่บุคคลอื่นทำ นั่นหมายถึง เรามีมุทิตาจิต ทำให้จิตใจเราผ่องใสขึ้น ทำให้ละความโกรธ และ ความหลง ลงได้
๘. การฟังธรรม (ธัมมัสสวนะ) ไม่ว่าจะฟังธรรมโดยตรง หรือ จากสื่อวิทยุ โทรทัศน์ จาก CD, VDO, หรือ MP3 ก็ตาม ก็จัดว่าเป็นการฟังธรรมทั้งสิ้น การฟังธรรม และ นำธรรมะที่ได้รับนั้นไปปฏิบัติ จะทำให้เรามีจิตใจที่อ่อนโยน มีการประพฤติปฏิบัติตนได้ถูกต้อง ไม่ทำผิดศีล เกรงกลัวต่อบาป และ ยังทำให้เรามีสติ มีสมาธิ อีกด้วย
๙. การแสดงธรรม (ธัมมเทศนา) เมื่อได้ศึกษาธรรมะแล้ว การถ่ายทอดให้แก่บุคคลอื่น นับเป็นบุญประการหนึ่งด้วย เพราะได้ทำให้คนอีกหลายๆคน ได้มีมุมมองการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง ตามธรรมะที่แสดงไปนั้น และ เท่ากับเป็นการสืบทอดพระศาสนาของพระบรมศาสดาด้วย แต่ไม่ทุกคนที่จะสามารถแสดงธรรมได้ถูกต้อง หากตนเองไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็อาจจะเพียงแนะนำให้บุคคลอื่นได้ไปอ่าน ไปศึกษา หลักธรรม เพียงเท่านี้ ก็ได้บุญแล้วเช่นกัน


                                         "การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง"

๑๐. การกระทำความเห็นให้ตรง หรือ สัมมาทิฏฐิ (ทิฏฐุชุกรรม) การมีความคิดเห็นที่ตรง ที่ถูกต้องนั้น จะทำให้เราประพฤติปฏิบัติตน เป็นคนดี สามารถละเว้นความชั่ว หรือ ทิฏฐิ ของตนได้ ซึ่งเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีความคิดเห็นที่ตรงนั้น ต้องศึกษาอย่างจริงๆจังๆ และ ต้องหัดสังเกตุตนเองอยู่บ่อยๆ เมื่อทำเช่นนี้ ก็จะทำให้เรา สติ อยู่กับตนเอง การมีสติ ก็จะทำให้เรางดเว้นการทำบาปทั้งปวงเช่นกัน
ซึ่งจะเห็นว่า การทำบุญทั้ง ๑๐ วิธีนั้น มีเพียงข้อแรกเท่านั้นที่ต้องใช้ทรัพย์สินเงินทอง อีก ๙ วิธีล้วนแล้วแต่ใช้พฤติกรรม และ จิตใจของเรา โดยไม่ต้องใช้ทรัพย์ ซึ่งเมื่อได้รู้ดังนี้แล้ว คุณก็จะสามารถทำบุญได้ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด

บทความจาก : http://www.siamsouth.com/smf/index.php/topic,69.0.html
read more

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คำสอน " การอยู่ร่วมกัน ในวงของผู้ปฏิบัติธรรม " โดย หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปัญโญ

การอยู่ร่วมกัน ในวงของผู้ปฏิบัติธรรม


ธรรมโอวาท เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกัน 

ในวงของผู้ปฏิบัติธรรม 

หลวงพ่อท่านได้ให้ โอวาทเตือนผู้ปฏิบัติไว้ว่า.. 

"การมาอยู่ด้วยกัน ปฏิบัติด้วยกัน มากเข้า 
ย่อมมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา 
ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดาอยู่ 
ทิฏฐิความเห็นย่อมต่างกัน 
ขอให้เอาแต่ส่วนดีมาสนับสนุนกัน 
อย่าเอาเลวมาอวดกัน" 

การปรามาสพระก็ดี การพูดจาจ้วงจาบในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ 
หรือท่านที่มีศีล มีธรรมก็ดี จะเป็นกรรมติดตัวเรา 
และขัดขวางการปฏิบัติธรรมในภายหน้า 
ดังนั้น หากเห็นใครทำความดี ก็ควรอนุโมทนายินดีด้วย 
แม้ต่างวัด ต่างสำนักหรือแบบปฏิบัติต่างกันก็ตาม 
ไม่มีใครผิดหรอก เพราะจุดมุ่งหมายต่างก็เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์เช่นกัน 
เพียงแต่เราจะทำให้ดี ดียิ่ง ดีที่สุดเท่านั้น 

ขอให้ถามตัวเราเองเสียก่อนว่า "แล้วเราล่ะ ถึงที่สุดแล้วหรือยัง ?" 
read more

คำสอน " ทุกชีวิตมีเวลาจำกัด อย่างมากไม่เกินร้อยปีก็จะต้องละร่างนี้ " โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก

ทุกชีวิตมีเวลาจำกัด อย่างมากไม่เกินร้อยปีก็จะต้องละร่างนี้


..." ทุกชีวิตมีเวลาจำกัด อย่างมากไม่เกินร้อยปีก็จะต้องละร่างนี้ 



..ละโลกนี้ไป อย่าผลัดวันประกันพรุ่งที่จะทำความดี 

..เพราะถ้าสายเกินไปเมื่อไร ก็ตนเองนั่นแหละ 

..จะต้องได้เสวยผลของการไม่กระทำกรรมดี 

..ไม่มีผู้ใดอื่นจะรับผลของความดีความชั่วที่ตนเองทำไว้ 

..เจ้าตัวเองเท่านั้น จักเป็นผู้รับผลของความดีความชั่วที่ตนทำ "... 

read more

คำสอน " เพียงแต่เคารพกราบไหว้บูชาด้วยดอกไม้ ธูปเทียน...มันก็พ้นทุกข์ไปไม่ได้ " โดยหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

เพียงแต่เคารพกราบไหว้บูชาด้วยดอกไม้ ธูปเทียน...มันก็พ้นทุกข์ไปไม่ได้

เพียงแต่เคารพกราบไหว้บูชาด้วยดอกไม้ 

ธูปเทียน เฉยๆ เท่านั้นน่ะ 
แล้วไม่ละชั่วทำดีตามที่พระองค์เจ้าแนะนำสั่งสอนนั้น 
มันก็พ้นทุกข์ไปไม่ได้ 
เพียงแค่กราบไหว้บูชาด้วยดอกไม้นั้น 
มันจะพ้นจากนรก จากอบายภูมิไม่ได้เลย 
ขอให้พากันคิดให้ดี ก็เป็นเพียงอุปนิสัย 
ปัจจัยติดตัวไปนิดหน่อยเท่านั้นเองแหละ 
แต่ว่าไม่พ้นนรก เพราะบุคคลยังไปทำบาปอยู่ 
ยังลุอำนาจแก่ตัณหาอยู่ 
เช่นนี้แล้วมันจะพ้นจากนรกไม่ได้เลย 




ผู้นับถือพระพุทธศาสนานี้ 
ควรพยายามน้อมเอาคำสอนของพระพุทธเจ้า 
เข้ามาตริตรอง พิจารณาอยู่ภายในใจนี้ 
ให้มันเห็นแจ้งด้วยใจของตนเองแท้ๆ 
นั่นแหละมันถึงจะปฏิบัติตามได้ 
ถ้าไม่เห็นแจ้งด้วยใจของตนในเรื่องบาป เรื่องบุญ 
เรื่องคุณ เรื่องโทษก็ดี 
อย่างนี้แล้วจะไม่ยอมปฏิบัติตาม 
คนเราน่ะเป็นอย่างนั้น 
ถ้าเห็นแจ้งแก่ใจแล้วว่า 
สิ่งที่พระองค์เจ้าทรงแสดงว่าเป็นบาป 
มันก็เป็นบาปจริงๆ ให้มันเห็นแจ้งเลย มันเป็นบาป 
เพราะเหตุว่าเป็นการไปก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่น 
นั่นแหละว่าเป็นบาป 
เมื่อทำอะไรลงไปแล้วมันต่อทุกข์ให้แก่ตนบ้าง 
ให้แก่ผู้อื่นบ้าง อย่างนี้มันเป็นบาปทั้งนั้นแหละ 

ที่มา : หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ 
read more

คำสอน " คำสอนหลวงพ่อ "


คำสอนหลวงพ่อ



สุขในชีวิตสมณะ 

ชีวิตสมณะ ถ้าใช้ชีวิตด้วยการหยุดกับนิ่ง 

คือทำอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอน 
ให้ระวังรักษาจิตดวงเดียว 
ไม่ต้องไปคิดเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ 
เอาใจหยุดนิ่ง ๆ สบาย ๆ ภายใน มันมีความสุขนะ 
แล้วมีเรื่องที่น่าศึกษา ทุกชั้นตอนที่ผ่านไปมันมีความสุข 
มีทั้งความรู้ มีทั้งความสุข ใจก็เบิกบานอย่างบอกไม่ถูก 
เหมือนเอาปิ่นโตที่ใส่อาหารมา 
เราเปิดฝาชั้นแรกว่าอร่อยแล้ว 
พอยกไปชั้นที่ ๒ อร่อยกว่านั้นเข้าไปอีก 
ชั้น ๓ ชั้น ๔ ชั้น ๕ เป็นเถา ๆ ยาวเหยียดไปเลย 
วันนี้หยุดได้แค่นี้ว่าอร่อยแล้ว 
หยุดหนักเข้าไปอีก หยุดในหยุด 
อร่อยกว่าเดิมเข้าไปอีกเรื่อย ๆ เลย 


ที่มา : ธรรมะไทย
read more

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ดีชั่วอยู่ที่ตัวเรา


ดีชั่วอยู่ที่ตัวเรา


นักดนตรี...เว้นฝึกซ้อม... ๕วันก็เลือน

นักแม่นธนู...เว้นฝึกซ้อม... ๗วันฝีมือย่อมตก
นักศึกษา...เว้นจากตำราเรียน...ครึ่งเดือน...ย่อมลืมวิชา
แต่ความดี...และความชั่ว...ที่ได้กระทำแล้ว...มิอาจเลือน...หายไปไหน

ดี...ชั่ว...อยู่ที่ตัวทำ
สูง...ตำ่...อยู่ที่ทำตัว

คิดดี...พูดดี...ทำดี
สิ่งดีๆ...เกิดขึ้นกับเรา...แน่นอน 
read more

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คำสอน " เสน่ห์กับความอ่อนน้อมถ่อมตน " โดยเสถียรธรรมสถาน

เสน่ห์กับความอ่อนน้อมถ่อมตน



ความอ่อนน้อมถ่อมตนถือเป็นบุญที่เป็นประตูเปิดทางในชีวิตของท่านอีกอย่างหนึ่ง ท่านสามารถประสพความสำเร็จในชีวิตของท่านได้ ด้วยการเริ่มต้นที่จะฝึกให้ชีวิตของท่านรู้จักความอ่อนน้อมถ่อมตน การฝึกที่จะมีชีวิตของเราอย่างคนที่จะเห็นว่าเราจะก้าวไปที่ไหนก็ได้ ถ้าเราอ่อนน้อมถ่อมตนประตู นี้จะเปิดรับเรา อันนั้นเป็นการกระทำของเราที่เหตุ เวลาที่ท่านไปที่ไหนก็ตามท่านต้องรู้ว่าทุกคนจะยินดี พอใจที่จะต้อนรับคนที่รู้จักกิริยามารยาท ในการที่จะทำให้รู้สึกพอใจในการที่จะคบค้าสมาคมกับเรา แล้วความอ่อนน้อมถ่อมตนของ เราจะเป็นคุณธรรมของเรา ที่จะทำให้ทุกคนเปิดประตูรับเรา เป็นบุญที่ท่านควรจะกระทำ เป็นสิ่งที่ท่านสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินทองเลย การที่เราจะรู้จักฝึกฝนให้กายของเรา วาจาของเราอ่อนโยน เป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตในการที่จะถักทอไปกับผู้อื่นนั้น เราจะต้องรู้ว่าความกระด้าง ความอหังการ จะได้รับการปฏิเสธ แต่ความอ่อนโยนและอ่อนน้อมนั้นจะเป็นประตูเปิดทางของเรา 

ขอให้ท่านก้าวเดินไปในชีวิตของท่านอย่างคนที่อ่อนโยนเพราะรู้ตื่นและเบิกบาน อ่อนน้อมเพราะเคารพการทำงานของคนทุกคน มองเห็นคนทุกคนมีคุณค่าเพราะการทำงาน เราเคารพกันเพราะการทำหน้าที่ และความอ่อนโยนของเราจึงเป็นความแข็งแรงในจิตวิญญาณของเรา เป็นความมั่นคง ความอ่อนโยนจึงเป็นความอาจหาญอย่างหนึ่งที่เป็นบุญของเราที่พึงกระทำ ขอให้ท่านมีความสุขที่ได้อ่อนน้อมถ่อมตน แล้วท่านจะพบว่าความสุขอย่างนี้จะทำให้ท่านแข็งแรงในชีวิตประจำวันของท่าน
read more

คำสอน "ความสุข...ที่แท้จริง" โดยพระอาจารย์วรวัฒน์

"ความสุข...ที่แท้จริง"



หลายๆคนเท่าที่ได้สอบถามมา บางคนก็บอกว่า ความสุขอยู่ที่ขวดเหล้าบ้าง อยู่ที่ผับ บาร์ บ้าง อาตมาไม่แน่ใจว่ามันเป็นจริงหรือเปล่านะเพราะไม่เคยดื่ม ไม่เคยไป ไม่เคยสัมผัส

แต่ในความเป็นจริง ความสุขอยู่ใกล้ๆเราเท่านั้นเองเพียงแต่เรามองข้ามมันไป (มองผิวเผินย่อมไม่เห็นสิ่งที่ซ่อนเร้น)

อาตมาว่า ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีสิ่งนั้นสิ่งนี้มากกว่าคนอื่น แต่ความสุขอยู่ที่คำว่า “พอ” ต่างหาก หรือจะกล่าวสั้นๆ ก็คือว่า ความสุขอยู่ที่ใจเรานั่นเอง 

ความสุขอยู่ที่ใจเรา ทำใจของตนเองให้มีความสุข ไม่อิจฉา ริษยา คนอื่น แต่พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี แค่นี้ความสุขก็เกิดขึ้นในใจเราแล้ว
ความสุขอยู่ที่ใจของเรา หากว่าเราท่านทั้งหลาย พอใจในสิ่งที่ตนมี ยินดีในสิ่งที่ตนเป็น และเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองได้เลือก แค่นี้เราก็เจอความสุขที่แท้จริงของชีวิตแล้ว (จริงไหม ? )

ความทุกข์ไม่เคยยึดติดเรา มีแต่เราต่างหากที่ยึดติดความทุกข์ ความสุขไม่เคยไปจากใจเรา มีแต่เราต่างหากที่ไม่เคยถนอมมันไว้ในใจของเราเอง
read more
Blogger Template by Clairvo